สรุปหนังสือ,  ไลฟ์สไตล์

[สรุปหนังสือ] 5 วิธีเรียกโชคดี จากหนังสือใครมีความความสุขคนนั้นชนะ

5
(2)
สรุปหนังสือ

ใครมีความสุขคนนั้นชนะ – 55 วิธีเรียกโชคดี

โชคดีหรือโชคร้าย ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราล้วนๆ การมองโลกในแง่ดีจะทำให้เราเจอแต่โชคดี และมีความสุขในทุกๆ วัน 🙂

ในช่วงที่เรารู้สึกว่ามาถึงจุดตกต่ำของชีวิต ทำไมจู่ๆ ถึงมีแต่เรื่องโชคร้ายเกิดขึ้นกับเรากันนะ เงินหมด ตกงานกะทันหัน คนรักทอดทิ้ง รถที่บ้านเสีย ทำงานผิดพลาด รถเมล์มาช้า รถไฟฟ้าเสีย และอีกสารพัดความเฮงซวยซึ่งเมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว โชคร้ายอื่นๆ ก็จะตามมาเป็นทอดๆ ไม่เว้นวัน หรือว่าเราจะใช้แต้มบุญไปจนหมดแล้วนะ?

อย่าเพิ่งน้อยใจไปว่าพระเจ้าโกรธเกลียดอะไรเราถึงสาปให้เราดวงซวยแบบนี้ วันนี้เราเอา 5 วิธีเรียกโชคดีเข้ามาหาตัวจากหนังสือ “ใครมีความสุขคนนั้นชนะ – 55 วิธีเรียกโชคดีให้เข้ามาหาตัวคุณ” มาฝาก เขียนโดยอาจารย์อุเอะนิชิ อากิระ ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาอันเลื่องชื่อของญี่ปุ่น ซึ่งการเรียกโชคดีก็เหมือนกับการเรียกความสุขเข้ามาหาตัว

โชคดีหรือโชคร้าย? คุณเป็นคนตัดสินเอง

ชีวิตเราจะเจอเรื่องโชคดีหรือโชคร้าย ขึ้นอยู่ที่มุมของเราล้วนๆ คนสองคนอาจจะเจอเหตุการณ์เดียวกัน คนหนึ่งมองว่าเป็นโชคร้าย ในขณะที่อีกคนอาจจะมองว่าเป็นโชคดีก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น พนักงานสองคนทำงานผิดพลาดในวันแรกที่เริ่มโปรเจ็กต์สำคัญจนถูกหัวหน้าเรียกตักเตือน คนแรกรู้สึกแย่กับตัวเองมาก เธอบ่นว่าทำไมเธอถึงได้ซวยขนาดนี้ ทำพลาดตั้งแต่วันแรกและรู้สึกทุกข์ใจจนไม่มีความสุขกับการทำงานตลอดโปรเจ็กต์นั้น แต่อีกคนกลับมองว่าโชคดีที่ทำพลาดและถูกตักเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าช้ากว่านี้อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้ จะได้เก็บไว้เป็นบทเรียนและพัฒนาตัวเองด้วย เธอคนนั้นก็ยังคงมีความสุขกับการทำงาน และรู้สึกโชคดีที่ตัวเองได้มาทำงานนี้และเติบโตขึ้น

เห็นไหมว่าโชคของเราไม่ได้อยู่ในมือใคร แต่อยู่ที่มุมมองของเรา เมื่อรู้เคล็ดลับแล้ว มาดู 5 วิธีปรับมุมมองดีๆ เพื่อเรียกโชคดีกันเถอะ

1.สร้างพื้นที่เรียกความสุข

“90% of happiness is your perception of the environment, only 10% is the environment itself”

ดังคำกล่าวที่ว่า ความสุขของคนเรา 90% ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง มีเพียงแค่ 10% ที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งพื้นที่แห่งความสุขคือการสร้างพื้นที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องที่เป็นระเบียบหรือสะอาดที่สุด 

พื้นที่แห่งความสุขของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนรู้สึกสบายใจในห้องที่เป็นระเบียบเสมอ แต่บางคนก็รู้สึกอึดอัดกับห้องที่เป็นระเบียบมากเกินไป หากคุณชอบโต๊ะที่มีเครื่องเขียนน่ารักวางไว้ก็ให้ตกแต่งแบบนั้น ตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยของที่ชอบ 

กำจัดสิ่งที่ไม่ชอบทิ้งไป โดยไม่ต้องเกรงใจคนอื่นมาก เช่น คุณอาจจะได้ภาพวาดมาเป็นของขวัญ แต่ไม่ชอบมันเลย ทุกครั้งที่เห็นจะรู้สึกไม่สบายใจ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจเอามาตั้งไว้บนโต๊ะเพราะเห็นแก่คนให้ อาจจะอ้างว่าตั้งประดับไว้อย่างดีในห้องนอนก็ได้

นอกจากสิ่งของแล้วยังหมายถึงคนรอบข้างด้วย จงอยู่ห่างจากคนที่มีความคิดแง่ลบ คนเหล่านี้มักจะพูดคำพูดติดลบ เช่น เหนื่อย ท้อแท้ เบื่องาน เราทำไม่หรอก ฯลฯ ซึ่งหากเราฟังบ่อยๆ เราจะรู้สึกแย่ไปด้วย 

สุดท้ายแล้วเมื่อเราสร้างพื้นที่แห่งความสบายใจขึ้นมาได้ สิ่งใหม่ๆ ดีๆ ก็จะเข้ามาเอง เช่น คุณ A สาวพนักงานบริษัทคนหนึ่งทุกข์ใจมากตอนเลิกกับแฟน เอาแต่ครุ่นคิดว่าเธอไม่ดีตรงไหน แฟนเธอถึงได้ทิ้งไป เธอเล่าว่าช่วงที่เธอมัวแต่ร้องไห้คิดถึงแฟนเก่าทุกวัน ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเธอเลย แต่พอวันหนึ่งเธอตัดสินใจได้ว่าต้องเลิกคิดถึงเรื่องนี้และก้าวต่อไปซะที ปรากฏว่าเธอก็ได้เจอกับรักครั้งใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่อยากเข้ามาหาเธอก็ได้ แต่เพราะก่อนหน้านี้เธอมัวแต่สนใจอยู่ที่แฟนเก่าของเธอทำให้เธอไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้รับรู้ถึงคนใหม่ๆ แต่พอกำจัดเรื่องที่ค้างคาหัวใจทิ้งไป ก็มีพื้นที่ว่างรับสิ่งใหม่เกิดขึ้น

2. รักตัวเองแบบคนมีความสุข

“The more you love yourself, the less nonsense you’ll tolerate”

ยิ่งคุณรักตัวเองมาเท่าไหร่ คุณจะยิ่งทุกข์กับเรื่องไร้สาระน้อยลงเท่านั้น

การรักตัวเองมากที่สุดเป็นหัวใจสำคัญในการมีความสุข เพราะหากเราเอาใจผูกไว้ที่คนอื่นมากกว่าตัวเราเอง เราจะเสียการควบคุมความสุขในชีวิต เพราะเรายกอำนาจให้คนอื่นเป็นผู้ควบคุมความสุขของเรา และหากวันหนึ่งคนๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไป เราเองที่จะเป็นทุกข์

การรักตัวเองได้เริ่มจากเรื่องง่ายๆ คือมีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็นอยู่หรือแบบที่เราอยากเป็น  เราชอบคำเปรียบเปรยในหนังสือเล่มนี้ว่า “หากเราต้องวาดภาพบนกระดาษสี แต่เราเลือกสีที่เราไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น ต่อให้เราตั้งใจวาดภาพให้สวยแค่ไหน ก็ยากที่เราจะชอบภาพนั้นอยู่ดี เพราะเราดันเลือกสีที่ไม่ชอบมาตั้งแต่แรก”

ก็เหมือนกับตัวของเราเอง หากเราไม่พอใจในรูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณค่าภายในของเราตั้งแต่แรก เช่น ไม่ชอบที่จมูกฉันแบน, เกลียดรูปร่างตัวเอง, ไม่ชอบที่เรียนไม่เก่ง ฯลฯ ต่อให้วันนี้เราออกไปทำเรื่องดีๆ มากแค่ไหน เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

ดังนั้นจงรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือทำตัวเองให้เป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น เช่น เราจะมีความสุขถ้าเรารูปร่างดีกว่านี้ ถ้างั้นก็เริ่มออกกำลังกายหรือคุมอาหารสิ ถ้าเราไม่ชอบที่เรียนไม่เก่ง ก็เริ่มจัดตารางอ่านหนังสือ หรือข้อคำแนะนำจากอาจารย์มากขึ้น เป็นต้น

หยุดต่อว่าและน้อยใจตัวเองแต่เปลี่ยนเป็นลงมือทำสิ่งที่อยากทำแทน จดบันทึกการเติบโตของเราจะทำให้เรามองเห็นข้อดีในตัวเอง จงชื่นชมและขอบคุณตัวเองที่พยายามได้ดีในทุกวัน 

3. ดึงตัวเองให้แจ่มใสอยู่เสมอ

หลายคนจำไม่ได้แล้วว่าได้หัวเราะสุดเสียงแบบไร้กังวล ไม่ต้องอายใครครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งโตขึ้น ภาระและความรับผิดชอบยิ่งมากขึ้น จนเสียงหัวเราะของเราลดลง มาเอาตัวเราที่ร่าเริงแจ่มใสกลับมากัน

เริ่มจากรีบูทพลังงานด้วยการใช้เวลาอยู่คนเดียวบ้าง เช่น ไปร้านกาแฟหรือไปดูหนังคนเดียว การไปกับเพื่อนก็สนุกเหมือนกัน แต่เวลาไปคนเดียวคุณจะได้ปลดปล่อยอารมณ์และได้ใช้เวลาเอาใจใส่ตัวเองอย่างเต็มที่

ลองเขียนคำพูดวิเศษที่ช่วยให้รู้สึกร่าเริงลงไปในสมุดหรือบันทึกเป็นภาพหน้าจอมือถือ ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือท้อให้เปิดดูเพื่อเป็นกำลังใจ เช่น คำพูดวิเศษของเราคือ “We’ll never be as young as we are now” – เราไม่มีทางกลับไปเป็นเด็กได้มากกว่าตอนนี้แล้ว ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่าทุกนาทีมีค่า อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

อีกวิธีที่ตรงข้ามกันคือเขียนเรื่องที่ทำให้เราไม่สบายใจหรือสิ่งที่เกลียดลงในกระดาษ แล้วเอาไปเผาทิ้ง คุณจะสบายใจขึ้นอย่างแน่นอน วิธีนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์แต่อย่างใด แต่เป็นจิตวิทยาหนึ่งที่เหมือนว่าเราเอาความไม่สบายใจทุกอย่างใส่ไว้ในกระดาษอันนั้นและเผาทิ้งให้เรารู้สึกเหมือนว่าความไม่สบายใจนั้นได้มอดไหม้ไปแล้วแบบเห็นเป็นรูปธรรม 

4. ค่อยๆ เติมความฝันของตัวเองให้เป็นจริงทีละนิด

คนเราทุกคนย่อมมีความฝัน ตั้งแต่เรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างฝันอยากจะแต่งตัวด้วยชุดแฮรี่พอตเตอร์ไปเดินสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ดูสักครั้ง ไปจนถึงเรื่องที่ยากขึ้นอย่างเป็นนักบินอวกาศไปเหยียบดาวดวงใหม่คนแรกของโลก ไม่ว่าความฝันของเราจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน การที่เราเข้าใกล้ความฝันจะทำให้เรามีความสุขในทุกวัน ในทางกลับกันถ้าเราไม่มีวี่แววว่าความฝันนั้นจะเป็นจริงได้เลย ความท้อใจย่อมเกิดและเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง

วิธีที่จะช่วยให้คุณเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นคือ เริ่มจากพูดความฝันของคุณออกมา หลายคนไม่กล้าพูดออกมาเพราะคิดว่าถ้าทำไม่สำเร็จจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่หากคุณยอมพูดให้คนอื่นฟัง คุณอาจได้เจอคนที่มีประสบการณ์ที่ช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำได้ 

นอกจากนั้นเริ่มที่ตัวเอง จงใช้แต่คำพูดเชิงบวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง และหากอยากทำอะไรให้สำเร็จ จงอดทนทำให้ได้ต่อเนื่อง 21 วันติด เช่น อยากเป็นคนตื่นเช้า ก็ให้ตั้งใจตื่นเช้าต่อเนื่องให้ได้ 21 วัน เพราะนั้นเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่สร้างนิสัยให้เกิดขึ้น เมื่อทำได้ การตื่นเช้าจะไม่ใช่แค่ความพยายาม แต่จะกลายเป็นนิสัยของคุณโดยธรรมชาติ

5. เอาใจใส่รายละเอียดในชีวิตประจำวันของเรา

โดยโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวัน ทำให้เราต้องเร่งรีบตามจนหลงลืมความปราณีตในการใช้ชีวิต หลายๆ ครั้งเราตื่นมา รีบงับขนมปังปิ้งถูกๆ และวิ่งขึ้นบีทีเอสเพื่อไปทำงาน ซึ่งนั้นเป็นการเริ่มต้นวันแบบไม่มีความสุขเอาซะเลย

ลองดูใหม่ ให้คุณลองตื่นเช้าขึ้นอย่างน้อย 30 นาที ค่อยๆ ใช้เวลาอาบน้ำอย่างบรรจง เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของสบู่ ทานอาหารเช้าอร่อยๆ และเดินทางไปทำงานอย่างไม่รีบร้อน แค่นี้ก็เริ่มต้นวันใหม่อย่างมีความสุขได้แล้ว เมื่อเช้าของคุณเริ่มต้นดี วันทั้งวันก็มีแนวโน้มที่จะเจอแต่สิ่งดีๆ ด้วย

นอกจากนี้จงละทิ้งความรู้สึกผิดที่ต้องพูดว่าไม่ อย่าตอบรับทุกคำขอจนตัวเองต้องเดือดร้อน เมื่อเจอคนทำไม่ดีใส่ ให้คิดซะว่าคนเราย่อมมีข้อเสียกันทั้งนั้นแม้แต่เราเอง รวมถึงทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน และที่สำคัญไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงยิ้มแย้มอยู่เสมอ

ใครอยากอ่านเพิ่มเติม ใน SE-ED Book มีขายนะจ้ะ วิธีส่วนใหญ่เราอาจพอทราบกันอยู่แล้วแหละ แต่ว่าการที่ได้มาซ้ำอีกรอบในหนังสือ เป็นการช่วยย้ำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น และช่วยฉุดเราขึ้นมาจากความเศร้า ความเหนื่อยได้ แค่อ่านจบก็มีความสุขแล้ว

ชอบบทความนี้มั้ยคะ?

โหวตเลย!

คะแนนปัจจุบัน 5 คะแนน

คนแรกน่ารักเสมอ โหวตเลย!

ขอบคุณที่ชอบบทความของเรานะ

ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่ช่องทางเหล่านี้เลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *