The more that you read, the more things you will know. The more that you learn, the more places you’ll go.

Dr.Seuss
ความรู้,  พัฒนาตนเอง

[สรุปคอร์ส] A Mini Course on Better Reading เทคนิคสร้างนิสัยรักการอ่าน

0
(0)
สรุปคอร์สเรียน

A Mini Course on Better Reading

สอนโดย Brandon จาก Insider School | เรียนบน Udemy | ราคา Free | ความยาว 30 นาที 8 บทเรียน | เทคนิคสั้นง่าย ใช้ได้ผลจริง ปลุกไฟในการอ่านหนังสืออีกครั้ง ชอบสำเนียงคนสอน พูดช้าชัด ฝึกฟังภาษาอังกฤษไปในตัว

เปลี่ยนนิสัยให้รักการอ่าน

หลายคนอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักการอ่าน แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี แค่เปิดอ่านหน้าแรกก็หลับฝันดีแล้ว เราเอาเทคนิคการอ่านสำหรับผู้เริ่มต้นจากคอร์สเรียน A Mini Course on Better Reading เรียนฟรีบน Udemy สอนโดย Brandon ผู้ก่อตั้งเว็บเรียนรู้ออนไลน์ Insider School

better reading

1.นำสิ่งที่อ่านมาใช้ประโยชน์จริง

บางคนโดยเฉพาะสมัยเป็นเด็กนักเรียนมักจะไม่ชอบอ่านหนังสือ เพราต้องอ่านหนังสือเรียน ซึ่งแทบจะไม่มีโอกาสนำทฤษฎีเหล่านั้นไปลงมือปฏิบัติจริง แต่ยังมีหนังสืออีกมากมายที่เราอ่านแล้วลงมือทำตามได้ เช่น คุณอ่านตำราอาหาร ก็ลองลงมือทำอาหารจริง อ่านวิธีใช้ Photoshop ก็ลงมือทำตามจริง เป็นการทบทวนเนื้อหา ได้มีประสบการณ์ร่วมในสิ่งที่อ่าน และจะทำให้การอ่านไม่น่าเบื่อ เพราะเราได้นำมาใช้จริงๆ

better reading

2. สร้างนิสัยรักการอ่าน

ให้ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง เช่น ฉันจะอ่านหนังสือให้ได้ 2 เล่มในหนึ่งเดือน โดยแบรนดอนแนะนำว่า หากเราเป็นนักอ่านมือใหม่ ให้เริ่มจากเลือกหนังสือที่อยากอ่านมา 5 เล่ม และอ่านให้ครบใน 3 เดือน ไม่จำเป็นต้องเป็นตำราเรียน หรือนวนิยายหนาเตอะ อาจจะเป็นนิทานเด็กเล่มบางๆ หรือหนังสือบทกวีที่มีตัวอักษรไม่เยอะก็ได้ แค่เราเริ่มอ่านสิ่งที่ชอบ นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

better reading

3. รีวิวหนังสือหลังจากอ่านจบแล้ว

การรีวิวหรือสรุปหนังสือหลังจากอ่านจบเป็นการทบทวนความเข้าใจไปในตัว และทำให้เราผูกพันกับหนังสือมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับหนังสือเล่มนั้น ซึ่งรูปแบบการรีวิวก็มีหลากหลาย ไม่จำกัดแค่การเขียนเท่านั้น ถ้าเราถนัดพูดมากกว่าเขียน ก็รีวิวโดยการเล่าให้เพื่อนฟัง หรืออัดคลิปเล่าลงยูทูปก็ได้

better reading

4. อ่านน้ำอย่างรวดเร็ว ใช้เวลากับเนื้อหาสำคัญ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเบื่อการอ่าน คือเจอหนังสือที่มีแต่น้ำ มีเนื้อสำคัญอยู่นิดเดียว จนทำให้รู้สึกเสียเวลาในการอ่าน ดังนั้นเราต้องฝึกสกิลการอ่านเร็วไว้บ้าง โดยอ่านแบบสแกนเร็วๆ ในส่วนที่เป็นน้ำ และใช้เวลาอ่านอย่างตั้งใจในส่วนที่เป็นเนื้อ

ยกตัวอย่างเช่น หนังสือนิยาย โดยปกติแล้วเราจะใช้เวลาอ่านที่ประโยคอย่างละเอียดทั้งส่วนบรรยายและบทสนทนา เพื่อให้เห็นภาพตามจินตนาการที่ผู้เขียนสร้างสรรไว้ แต่หากเจอนิยายน่าเบื่อ แต่เรายังอยากรู้ว่ามันจะจบยังไง เราจะใช้วิธีสแกนข้ามๆ ส่วนบรรยาย และอ่านแค่บทสนทนาของตัวละคร

better reading

5. หนังสือไม่จำเป็นต้องอ่านอย่างเดียว ฟังบ้างก็ได้

หากเราเป็นคนไม่อ่านหนังสือ อาจเพราะยุ่งมาก เวลาน้อย หรือเป็นโรคแพ้ตัวอักษร เห็นทีไรหลับทุกที หลับดียิ่งกว่ายานอนหลับ เราอาจจะเปลี่ยนจากการอ่านมาเป็นฟังหนังสือแทนก็ได้ สมัยนี้มี Audio Book มากมาย รวมถึง Podcast ที่มีเนื้อหาดีๆ ไม่แพ้ในหนังสือเลย หลายๆ Podcast ก็เล่าถึงหนังสือที่ตัวเองได้อ่านมาให้เราฟังอีกทีหนึ่ง เราสามารถใช้เวลาช่วงเช้าตอนกำลังอาบน้ำ หรือเดินทางไปทำงาน ติดอยู่ในรถไฟฟ้าที่คนแน่นๆ ก็ยังยืนฟัง Podcast ได้สบาย

เค้าว่ากันว่า ‘คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด’

ก่อนหน้านี้มีวลีหนึ่งที่ฮิตมากคือ “คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด” จนถึงตอนนี้ก็ยังงงๆ ว่ามันนี้เริ่มมากจากไหน สำนักงานสถิติใดสำรวจไว้ หรือเป็นเพียงการจงใจกระตุ้นให้คนไทยหันมาตระหนักต่อการอ่านหนังสือมากขึ้นก็ไม่อาจรู้ได้

แต่ที่แน่ๆ เราว่าก็พอเห็นผลลัพธ์จากประโยคเสียดสีนี้อยู่นะ จากข้อมูลข่าวในกูเกิ้ล คำว่าคนไทยอ่านหนังสือ 8 บรรทัดต่อปี เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2553 แต่เพิ่งจะมาบูมตอนช่วง 2555-2556 ซึ่งแฮชแท็กเด็ดอีกอัน “ยาวไปไม่อ่าน” ก็เริ่มมาจากปี 56 เช่นกัน ซึ่งยิ่งคนไทยใช้ประโยคนี้ไม่ว่าจะขำขัน หรือเสียดสีกันเอง ผลลัพธ์คืออัตราการอ่านหนังสือของประชากรทุกวัยเฉลี่ย 81.8% ซึ่งพุ่งขึ้นถึง +13.20% เมื่อเทียบกับปี 2554

ที่น่าสนใจคือวัยทำงาน (25-59 ปี) ที่อัตราการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 83.1% จากเดิม 65.7% ส่วนตัวคิดว่าเพราะคนวัยทำงานจำเป็นต้องปรับตัวตามเทรนด์โลกโซเชียลมากที่สุด และมีผลโดยตรงต่อเรื่องการอ่านมากที่สุด เด็กวัยเรียนอาจจะต้องอ่านเพื่อไปสอบ แต่คนวัยทำงานต้องอ่านให้มีความรู้โดดเด่นเพื่อความก้าวหน้าในการงาน หรือเป็นที่ยอมรับในสังคมการทำงาน

ล่าสุดจากผลสำรวจการอ่านของประชากร ประจำปี พ.ศ. 2561 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติบ่งชี้ว่า คนไทยอ่านหนังสือ 80 นาทีต่อวัน อัตราการอ่านรวมแล้ว 78.8% ตกลงนิดหน่อยจากปี 2556 โดยยังพบอีกว่า 88% เลือกอ่านหนังสือเป็นรูปเล่ม ซึ่งมากกว่าการอ่านบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่าง E-Book, Facebook, Website ฯลฯ ถึง 12.6% เรียกได้ว่าธุรกิจหนังสือยังไม่ถึงกาลอวสานในเร็วๆ นี้แน่นอน อย่างเราชอบกลิ่นของกระดาษ กลิ่นหนังสือใหม่ เลยยังซื้อทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ถ้าวันใด Kindle สามารถสร้าง E-Book แบบ 4D มีกลิ่นหนังสือลอยออกมาจาก iPad ได้นี้คงล้ำน่าดู

4 เทคนิคการอ่านหนังสือที่คนไทยอยากรู้มากที่สุด เมื่อตัดเรื่องวิชาการ หรืออาชีพอย่างภาษาอังกฤษ หรือสอบราชการออก

  1. วิธีอ่านหนังสือเร็ว
  2. วิธีอ่านหนังสือให้ไม่ง่วง
  3. วิธีอ่านหนังสือได้นานๆ
  4. วิธีอ่านหนังสือให้จำ

ชอบบทความนี้มั้ยคะ?

โหวตเลย!

คะแนนปัจจุบัน 0 คะแนน

คนแรกน่ารักเสมอ โหวตเลย!

ขอบคุณที่ชอบบทความของเรานะ

ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่ช่องทางเหล่านี้เลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *